ปีทองของ "แม่ลักษณ์" ลูกสาวฟาดมงฯ 2 เวทีระดับโลก

       ฟังความรู้สึก "แม่ลักษณ์" ตัวแม่วงการนางงาม พูดถึงความรู้สึกภายหลังลูกสาวสร้างประวัติศาสตร์บนเวทีประกวดความงามระดับโลกติดต่อกันถึง 2 เวที ในปีนี้

    "บิ๊นท์" สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ สร้างประวัติศาสตร์เป็นสาวไทยคนแรกที่ครองตำแหน่ง "มิสอินเตอร์เนชั่นแนล" ในการประกวดรอบตัดสิน มิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อต้นเดือนพฤจิกายน ต่อด้วย "แอน" แอนโทเนีย โพซิ้ว มิสซูปร้าเนชั่นแนลไทยแลนด์ 2019 คว้ามงกุฏ "มิสซูปร้าเนชั่นแนล 2019" มาครองสดๆ ร้อนๆ (เช้าตรู่วันที่ 7 ธันวาคม) "แอน" แอนโทเนีย โพซิ้ว มิสซูปร้าเนชั่นแนลไทยแลนด์ 2019 เขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่เป็นสาวไทยคนแรกที่ได้ครองมงกุฏเวทีนี้ 

    นอกจากถือว่าเป็นความสำเร็จที่สวยงามของนางงามจากไทยแลนด์ บนเวทีประชันความงามระดับแกรนด์สแลมของโลก ทั้ง 2 เวที ยังทำให้ปีนี้กลายเป็นปีทองของ "ภูมิรัตน์ เลิศวิศิษฎ์ชัย" หรือ คนในแวดวงนางงามเรียกกันว่า "แม่ลักษณ์" ได้เฮฉลองชัยแบบยกกำลังสอง ในฐานะผู้ถือลิขสิทธิ์มิสอินเตอร์เนชั่นแนลไทยแลนด์ และประธานที่ปรึกษากองประกวดมิสซูปร้าเนชั่นแนลไทยแลนด์ ที่มี "เนย" ณหทัย เล็กบำรุง เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ทำงานร่วมกับ "โจ" กัมพล ทองไชย 

    แม่ลักษณ์ยอมรับว่า นับตั้งแต่เข้ามาคลุกวงในแวดวงนางงามมากกว่า 20 ปี เริ่มต้นด้วยการเป็นพี่เลี้ยงนางงาม ผู้จัดประกวดนางงาม จนมาเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์เวทีระดับโลก ปีนี้มีความสุขมากกว่าทุกปี ในฐานะที่เป็นกลุ่มคนเล็กๆ ที่ถือลิขสิทธิ์การประกวดนางงามระดับโลก 2 เวที ทำงานด้วยคนเพียงไม่กี่คน 

    ผู้ถือลิขสิทธิ์มิสอินเตอร์เนชั่นแนลไทยแลนด์ บอกต่อว่า กับคำว่าความสำเร็จไม่ได้เป็นความสำเร็จของตน และองค์กรเล็กๆ สิ่งที่ชื่นใจมากที่สุดนอกจากการทำงานยาวนานที่ผ่านมา เมื่อประสบความสำเร็จแล้ว มากไปกว่านั้นเรารู้สึกได้ว่าเราทำให้ผู้คนทั้งโลก ทั้งที่อยู่ในแวดวงการประกวดนางงาม แฟนคลับที่ชอบนางงาม หรือคนวงนอกที่ชอบความสวยงามเขาได้พูดถึงประเทศไทยว่า "ปีนี้ประเทศไทยชนะ 2 เวที" สิ่งนี้คือการได้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ

    "ถึงแม้จะทำงานกันแบบองค์กรเล็ก แต่เสียงสนับสนุนจากทุกภาคส่วนที่มันออกไปเป็นเสียงเดียวกันหมด และได้รับเสียงชื่นชมกลับมาว่า นางงามไทยได้มงกุฏ 2 เวทีในปีนี้" 

    ส่วนเป้าหมายในปีต่อๆ ไป ยังเหมือนเดิม คือ ทำงานด้วยความสุข บางคนอาจมองว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นในปีนี้เป็นแรงกดดัน แต่ส่วนตัวมองไม่มองว่าเป็นแรงกดดัน คิดว่าต้องทำงานด้วยความละเอียดละออเพิ่มขึ้นทำให้สุดมากกว่าเดิม

    "ตั้งแต่ทำนางงามมาหวังตลอด เพราะว่ามันเป็นหน้าที่ของเรา ซึ่งภารกิจนี้ไม่มีวันจบอยู่แล้ว ภารกิจจะจบก็ต่อเมื่อหมดลมหายใจ เพราะเราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เราเป็นของจริง" ประธานที่ปรึกษากองประกวดมิสซูปร้าเนชั่นแนลไทยแลนด์กล่าว

อัลบั้มภาพ 12ภาพ