แฉความลับห้องนางงามมิสอินเตอร์ฯ! "บิ๊นท์" ได้ใจขน "มาม่า-ยาดม" ผูกมิตร คะแนนเก็บดีมีลุ้นมงฯ สูง

        บิ๊นท์ พกมาม่า-ยาดม ผูกมิตรสาวงามมิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019 มิสมาเลเซียรูมเมทแฉความลับในห้องนางงาม คะแนนเก็บดีมีลุ้นถึงมงฯ หลายคนออกปากชม ‘Good Girl’

    การเก็บตัวประกวด มิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019 ที่ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น บิ๊นท์-สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ นางสาวไทย ประจำปี 2562 ตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการประกวดครั้งนี้ เป็นเพื่อนร่วมห้องกับ ชาเมน ชิว มิสอินเตอร์เนชั่นแนล มาเลเซีย ทั้งคู่ถูกจับตามองในฐานะตัวเต็งของการประกวดฯ แต่มีน้อยคนที่รู้ว่าสองสาวงามหลังจากเข้าห้องพัก กลับมีกิจกรรมสนุกๆ และไลฟ์สไตล์แแปลกๆ ที่ทั้งคู่นำมาแชร์ให้ทีมข่าว สยามมายา ได้ฟังกันแบบเป็นการส่วนตัว 

    บิ๊นท์ เล่าว่า ภายในกระเป๋าเดินทาง 5 ใบของเธอ สิ่งสำคัญที่สุดที่เธอพกมาสร้างมิตรภาพกับเพื่อนๆ คือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำกุ้ง ซึ่งแขกประจำที่มาปาร์ตี้ในห้องของเธอและชาเมน นั่นก็คือ มิสฮ่องกง และไชน่า พวกเธอมักมานั่งคุยเม้าท์มอย รวมถึงเฟซบุ๊กไลฟ์พูดคุยกับแฟนนางามงาม ระหว่าง ‘ปาร์ตี้มาม่า’ ซึ่งถือเป็นการพักผ่อนไปในตัว ที่สำคัญคือ สาวงามจากฮ่องกง และจีนไม่เคยรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสต้มยำกุ้งมาก่อน และประทับใจรสชาติของมันมากถึงขนาดตะโกนขึ้นมาว่า “I Love it” และพวกเธอก็จะเอากลับบ้านด้วย ขณะที่ชาเมนซึ่งมีญาติเป็นคนไทย ในอำเภอหาดใหญ่ และมาเที่ยวเมืองไทยบ่อยครั้งชื่นชอบอาหารรสจัดอยู่แล้ว โดยเฉพาะแกงส้มภาคใต้ เธอเล่าว่า แม้จะรู้สึกแสบท้องบ้างเวลากินอาหารรสจัดและเป่าปากช่วยบรรเทาความเผ็ดร้อน แต่ปาร์ตี้มาม่าก็ถือว่าเป็นกิจกรรมที่เธอชื่นชอบมากที่สุด

 

    อีกสิ่งหนึ่งที่ บิ๊นท์ พกมาเพื่อสร้างมิตรภาพกับเพื่อนนางงามนั่นคือ ยาดม ที่เธอพกมาหนึ่งกล่องใหญ่ และเธอมักจะแจกให้กับเพื่อนๆ และทีมงาน ชาเมน บอกว่า ชอบมากมันช่วยให้เธอผ่อนคลายและสงบลงระหว่างทำกิจกรรมหนัก พอเหนื่อยๆ แค่สูดหนึ่งทีก็ดีขึ้น มันเป็นเคล็ดลับในการสร้างมิตรภาพของบิ๊นท์ บิ๊นท์เปรียบเสมือนแอมบาสเดอร์ของยาดม บิ๊นท์ กล่าวเสริมว่า “อย่างนี้โฆษณายาดมต้องเข้าแล้วล่ะค่ะ”

    บิ๊นท์ เล่าต่อว่า ใครจะรู้ว่าห้องนางงามรกมาก ชาเมนเข้ากองประกวดฯ ช้ากว่าเธอหนึ่งวันเนื่องจากนางไม่สบาย ทำให้เธอจับจองพื้นที่กว่าครึ่งของห้อง ในการวางข้าวของพร้อมทั้งเครื่องสำอางกว่า 40 ชิ้น เต็มพื้นห้อง และยกพื้นที่โต๊ะให้ชาเมนใช้แต่งหน้าเสริมความงาม ซึ่งชาเมนบอกว่ากล่องเครื่องสำอางของนางเล็กกว่าบิ๊นท์ เพราะมีอุปกรณ์เพียงแค่ 30 ชิ้นเท่านั้น แต่ก็มีกระเป๋าเดินทางอีก 5 ใบเท่ากัน ชาเมน กล่าวเสริมว่า พื้นที่ของบิ๊นท์รกกว่าของเธอ เพราะทุกอย่างวางกระจายอยู่บนพื้น และแต่งหน้าโดยวางเครื่องสำอางไว้ที่พื้นด้วย แต่ก็ต้องขอบคุณที่บิ๊นท์เสียสละโต๊ะให้เธอแต่งหน้า เพราะพื้นที่ในห้องค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับข้าวของ ชาเมน ยังบอกอีกว่า บิ๊นท์น่ารักมาก ก่อนมาประกวดเธอภาวนาขอให้เจอรูมเมทที่ดี เพราะว่าเราต้องอยู่ด้วยกันหลายวัน เธอกลัวว่า จะต้องทะเลาะกันกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ถ้าเจอเพื่อนร่วมห้องที่ไม่น่ารัก แต่ตรงกันข้าม เธอและบิ๊นท์จูนเข้าหากันได้เร็ว และกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน โดยที่ไม่มีภาษามาเป็นอุปสรรคขวางกั้น แม้ว่าเธอจะไม่เข้าใจภาษาไทย ขณะที่บิ๊นท์เองก็ยอมรับเธอไม่เก่งภาษาอังกฤษ และไม่เข้าใจภาษาจีน แต่ชาเมนก็ช่วยสอน และแปลภาษาจีน เพื่อช่วยเธอสื่อสารกับเพื่อนจากฮ่องกง และจีนด้วย รู้มหัศจรรย์มากที่ภาษาไม่ได้เป็นข้อจำกัดในการสร้างมิตรภาพของพวกเธอ

    เรื่องตลกอีกอย่างหนึ่งคือ ทั้งคู่ต่างมีแฟนคลับของตนเอง และชอบเฟซบุ๊กไลฟ์พร้อมๆ กัน คนละมุมของห้อง และเสียงของพวกเธอก็มักจะดังเข้ากล้องของกันและกันตลอด ส่วนในมุมของชาเมนเรื่องตลกของบิ๊นท์ก็คือเวลาที่อยู่ข้างนอกเธอเป็นคนที่ดูสวย และสง่างามระดับบิวตี้ควีน แต่เวลากลับห้องมาหลังจากทำกิจกรรมเหน็ดเหนื่อยทั้งวัน เธอก็จะไม่ใส่เสื้อผ้าไม่แต่งหน้า และใส่แว่น ซึ่งช่วงหลังๆ เธอเองก็ทำเหมือนกันเพราะรู้สึกสบายใจที่อยู่กับเพื่อนสนิท เป็นวิธีที่ใช้ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าจากการทำกิจกรรมได้เป็นอย่างดี 

    ชาเมน บอกว่า พอใกล้จะถึงการประกวดรอบสุดท้าย ทำให้รู้สึกใจหายขึ้นมา ในส่วนของการประกวด ทุกคนเตรียมตัวมาเป็นอย่างดีก่อนหน้านี้แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งเดียวที่ทำได้ คือ มีความสุขกับช่วงเวลาที่อยู่ในกองประกวดฯ ให้มากที่สุด และเธอเองก็คิดว่าสนุกกับกิจกรรมการประกวดฯ มากๆ หลังจากจบการประกวดไปแล้วเธอคงคิดถึงเพื่อนที่ดีของเธอทั้งหลาย เธอไม่ได้กังวลกับการประกวดฯ ในวันพรุ่งนี้มาก แต่เธอคิดว่าเธอคงจะคิดถึงบิ๊นท์มากๆ ซึ่งบิ๊นท์เองก็บอกว่าเธอก็คงจะคิดถึงชาเมนมากๆ เช่นกัน ชาเมนบอกเพิ่มเติมเมื่อการประกวดจบก็จะมีผู้ชนะเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น แต่ทุกคนในที่นี้เป็น “บิวตี้ควีนจากแต่ละประเทศ” และสิ่งที่สำคัญ คือการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในประเทศญี่ปุ่น และมีความสุขกับมิตรภาพในกองประกวดฯ

 

    บิ๊นท์ กล่าวอีกว่า ในการเก็บตัวครั้งนี้ พวกเธอไม่รู้สึกว่าทุกคนเป็นคู่แข่ง เพราะกิจกรรมต่างๆ เน้นสร้างความสัมพันธ์ ทุกคนทำงานหนักจนไม่ตื่นเต้นแล้วว่าวันจริงหรือวันประกวดรอบตัดสินจะเป็นอย่างไร แต่กลับรู้สึกว่าจะต้องจากเพื่อนแล้วหรอ 

    บิ๊นท์ พูดถึงการตัดสินการประกวดครั้งนี้ คณะกรรมการจะลงมาสังเกตพวกเธอระหว่างทำกิจกรรม และเก็บคะแนนความประพฤติ และวินัยของสาวงาม ซึ่งเธอเชื่อว่าในส่วนนี้เธอทำได้ดี บางคนก็ชมว่าเธอเป็น ‘Good Girl’ แต่เธอเองก็ไม่ได้หวังกับการประกวดครั้งนี้มากจนเกินไป กลัวจะผิดหวัง คิดแค่ว่าทำให้ดีที่สุด ได้ก็คือได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ส่วนเรื่องตัวเต็งเธอไม่เคยคิดถึงเลย เพราะคิดว่า “เขาก็คือเขา เราก็คือเรา” อีกทั้งในการประกวดนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ เราไม่มีทางรู้เลยว่ากรรมการเขามองอะไรบ้าง แต่ที่แน่ๆ เขาไม่ได้มองแค่ความสวย แต่ถ้าพูดตามกระแสของแฟนนางงาม มิสอินโดนีเซีย ถือว่าเป็นคนที่สวย และเคยเป็นดารามาก่อน 

    ภูมิรัตน์ เลิศวิศิษฎ์ชัย ผู้ถือลิขสิทธิ์มิสอินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ กล่าวว่า สิ่งที่สาวงามกังวลที่สุดในการประกวดรอบสุดท้าย ส่วนใหญ่เป็นเรื่อง ‘Speech’ หรือ การพูดในห้วข้อที่ได้รับจากกองประกวดฯ ในรอบ 15 คนสุดท้าย ซึ่งนางงามมักจะกลัวหลงลืมเนื้อหาที่เตรียมมา อารมณ์ และสารที่จะสงไปถึงผู้ฟัง เรื่องต่อมาคือสติ เวลาอยู่บนเวทีมีแสงสีเสียง ธงชาติ และกองเชียร์จำนวนมากมาย เมื่อผู้เข้าประกวดเห็นกองเชียร์มันก็ดูจะมีกำลังใจ แต่ในอีกมุมหนึ่งมันทำให้เขารู้สึกกดดันทันที จิตตก และสติแตก ทำให้อารมณ์ที่มั่นคงไขว่เขวหวั่นไหว บ้างก็เดินไม่ดีพูดไม่ได้ และเรื่องสุดท้ายคือ ความฉุกละหุกหลังเวที ทำให้นางงามต้องดูแลตัวเอง เช่น ทรงคิ้ว ผม ใบหน้า สีปาก มันอาจจะผิดเพี้ยนไปด้วยเวลาที่กระชั้นชิด และอารมณ์ของสาวงาม นอกจากสติไม่ดีแล้ว แต่งหน้าก็จะไม่สวย ทรงผมก็จะบิดเบี้ยว คิ้วก็จะไม่ได้รู้ทรง ซึ่งเสื้อผ้าหน้าผมถือเป็นสิ่งสำคัญ แต่ปัญหาเหล่านี้ ทางกองประกวดประเทศไทย ได้ฝึกสอน และเข้มงวดกับผู้เข้าประกวดมาก จึงทำให้ไม่ต้องกังวลในข้อที่สอง และข้อที่สาม

    แต่ปัญหาสำคัญคือข้อแรก เพราะนางงามไทยมักจะไม่เก่งภาษาอังกฤษ และ Speech ต้องพูดเป็นภาษาอังกฤษ ขนาดพูดสุนทรพจน์เป็นภาษาไทยต่อหน้าคนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสารที่ส่ง สำเนียง และแววตาอารมณ์ มันก็อยากอยู่แล้วที่ทำให้คนรู้สึก เมื่อมาเป็นภาษาอังกฤษที่ไม่ใช่ภาษาแม่ ก็จะยิ่งยากไปอีก นี่คือปัญหาที่นางงามไทยเจอมาตลอด และส่วนใหญ่จะหยุดลงในรอบสุดท้ายคือ Speech เพราะเวลาจะพูดให้ได้ใจได้อารมณ์คน ต้องมีศิลปะในการพูด แต่ก่อนที่จะได้ศิลปะในการพูด เราต้องคล่องในภาษาก่อน แต่ทีนี้ภาษาก็ไม่คล่อง ศิลปะก็ยาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักเสียง การเว้นวรรค แววตา ที่ส่งออกไป มันต้องออกมาจากใจจริงๆ แต่พอเป็นภาษาที่เราไม่คล่อง มันก็ต้องจำ และอารมณ์มันก็จะหายไปส่งไม่ถึงผู้ชม สิ่งที่จะทำได้เพียงอย่างเดียวคือการฝึกและซ้อม

  

    สำหรับบิ๊นท์มีความสุขด้วยตัวเองอยู่แล้ว และยังใหม่สำหรับการประกวด จึงไม่ได้มีอินเนอร์สูตรสำเร็จของความเป็นนางงาม และสิ่งสำคัญที่ตนจะพูดกับบิ๊นท์เสมอก็คือ อย่าให้ความหวังของแฟนนางงาม หรือของครอบครัว หรือการแบกภาระคำว่า ประเทศไทย ต้องมาทำให้เราหมดความสุข ต้องไม่คิดเรื่องนั้น มีความสุขและเป็นตัวของตัวเอง ไม่เอาเรื่องพวกนั้นมากดดันตัวเอง ขณะที่เธอมองว่าประเทศฟิลิปปินส์ประสบความสำเร็จบ่อย จึงถือเป็นแรงกดทับตัวนางงาม ส่วนมิสมาเลเซียก็ถือว่าเป็นปีแรกที่ตัวแทนจากประเทศนี้ได้รับความสนใจจากแฟนนางงาม ซึ่งเธอเองก็มีชื่อเสียงในประเทศ ส่งผลให้มิสมาเลเซียกลัวและกดดัน 

    ส่วนเรื่องเสื้อผ้าหน้าผมไม่ต้องห่วง “บอกเลยนางงามไทยเป๊ะตลอด” มีการจัดวางเครื่องประดับ และชุดเป็นเซ็ตไว้อยู่แล้ว ตัวบิ๊นท์เองก็ฝึกแต่งหน้าทำผมเองมาตลอด “นางงามไทยไว้ใจได้ทุกเรื่อง สิ่งที่น่าห่วงอย่างเดียวคือ Speech ภาษาอังกฤษ ไม่ต่างกับรอบตอบคำถาม 

    สำหรับการประกวด มิสอินเตอร์เนชั่นแนล 2019 รอบตัดสิน จะมีขึ้นในวันที่ 12 พ.ย. เวลา 12.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ที่ โตเกียวโดม กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

 

Loading...