"มิเรียม" คว้าปริญญาชีวิต ระดับเกียรตินิยม ไม่แปลกที่เป็นตัวเก็งTOP3 MUT19

        คนเราเกิดมาไม่ได้มีรูปเป็นทรัพย์เพียงอย่างเดียว หากแต่สาวสวยหลายคนมีจิตใจที่ดีงามเป็นทรัพย์ที่ใครๆแย่งชิงไปไม่ได้ รวมถึง “มิเรียม ศรพรหมมาศ” ผู้เข้าประกวด "มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2019" ใครๆมองว่าเธอคือหนึ่งในตัวเต็ง ทั้งนี้คอขาอ่อนไม่ได้เก็งจากหน้าตา แต่ดูจากคุณสมบัติโดยรวมเธองามทั้งกายและใจ

    เวที Miss Universe Thailand 2019 เป็นปีที่ว้าว ผู้คนเม้าท์มอยว่ามันผิดแผกดูเป็นอินเตอร์มากขึ้น กับองค์ประกอบหลายสิ่งอย่าง และยังเป็นเวทีที่เปิดกว้างให้สาวงามที่มาดมั่น เดินทางมาช่วงชิงมงกุฏเพชร เพื่อแสดงว่าเธอคือเพชรที่ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการสายตาเหยี่ยวแล้วว่าเป็นเพชรน้ำดี มีความงาม มีคุณค่า พร้อมจะแสดงให้โลกรู้ว่าเพชรแห่งสยามงามล้ำไม่แพ้เพชรใดในจักรวาลนี้ 

    ในปีนี้สาวงามจากทุกสารทิศพกพาความสวย ความมั่น มาประชันความงาม ง้างงัดหัวใจคณะกรรมการให้เปิดไฟเขียว ขนาดสาวไทยเชื้อสายกระเหรี่ยง ที่สวยปราดเปรียวอย่าง”มีมี” กัลย์สุดา ชนาคีรี วัย 21 ปี  ยังข้ามเขามาเอามงคิดดูดิ ประสาอะไรกับลูกครึ่งไทย-ฝรั่ง ลุคอินเตอร์หลายต่อหลายคน ที่ขนดีกรี ความสวยสไตล์ลูกครึ่ง พร้อมประสบการณ์ด้านประชันขาอ่อนหวนกลับมาชิงมงอีกทั้ง นั่นย่อมหมายความว่าทั่นคณะกรรมการทั้งหลายต้องปวดเฮด เพลียฮาร์ด ในการส่องแล้ว เล็งอีก เพื่อคัดเลือกสาวงามเข้ารับตำแหน่งสวยและทรงคุณค่า กับมงกุฎมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ และเป็นตัวแทนสาวแห่งสยามไปชิงมงจักรวาล ที่ทางสาวๆผู้เป็นคณะกรรมวาดหวังมาก วาดหวังว่าจะล่ามงจักรวาล มงที่ 3 ได้สำเร็จ โอม..มมมม เพี้ยงขอให้ได้ ขอให้มงลงเถิ๊ด 

    ในปีนี้ เวทีการประกวด  Miss Universe Thailand 2019 จึงแซ่บสะเด็ดยาด เพราะเหล่าสาวงาม สายพันธ์นานาชาติโดดเข้าชิงมง และหลายคนที่ผ่านเข้ารอบ 60 คนถูกจับตามองว่าพวกเธอมีคุณสมบัติงามครบเครื่อง โดดเด้งเป็นตัวเต็ง หนึ่งในนั้นก็คือ “มิเรียม ศรีพรหมมาศ”  ลูกครี่งไทย-อเมริกา วัย 24 ปี พร้อมส่วนสูง 185 เซนติเมตร โครงหน้าอินเตอร์ ทรงเธอคล้าย”มารีญา พูลเลิศลาภ  มีผลงานการถ่ายแบบลงนิตยสารแฟชั่นชั้นนำมาแล้วมากมาย

    แต่ลึกๆลงๆ หลายคนลงความเห็นว่า มิเรียมเป็นอีกตัวเก็งเต็งจ๋า ไม่ใช่ว่าเพราะแค่เธอสวย และมีผลงานถ่ายแบบ มีลุคอินเตอร์เพียงเท่านั้น หากแต่เมื่อย้อนประวัติสาวคนนี้พบว่าเธอเป็นคนสู้ชีวิตดูแลครอบครัวและตัวเองตั้งแต่ยังเด็ก เกิดที่กรุงเทพ แล้วย้ายตามครอบครัวไปอยู่เชียงใหม่ ชีวิตในครอบครัวปากกัดตีนถีบ พ่อแม่ไม่ได้มีทุนทรัพย์พอที่ส่งลูกเข้าโรงเรียน จึงต้องสวมบทเป็นทั้งพ่อและครู สั่งสอนอบรมลูก ฟังแล้วเหมือนมิเรียมจะขาดๆแต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลย เธอได้ความรักจากพ่อแม่เต็มๆมาโดยตลอด จึงทำให้ชีวิตมิเรียมราวนิยาย เธอเป็นสาวอบอุ่นพร้อมที่จะแบ่งปันรัก แบ่งปันน้ำใจช่วยเหลือคนรอบข้าง ในขณะเดียวกับเธอสู้ชีวิต ทำงานตั้งแต่ 9ขวบ  เลี้ยงเด็ก สอนหนังสือเด็กแถวๆ ชุมชน สอนเลข สอนภาษา ล้างจาน เสิร์ฟอาหารเพราะตอนนั้นที่บ้านทำร้านอาหาร และโดดทำงานเป็นนางแบบตอนอายุ 14 ปี เพื่อหาทุนในการเข้าเรียนโรงเรียน สมัครเข้าเรียนที่ Grace International School Chiangmaiและจบการศึกษาระดับมัธยม  นอกจากนี้เธอยังร่วมเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือผู้อพยพและกลุ่มคนที่กำลังประสบความเดือดร้อนแถบฝั่งชายแดนอีกต่างหาก 

    ที่ทำเอาคนฟัง คอนางงามอึ้ง เห็นจะเป็นเรื่องราวจากปากมิเรียมที่เล่าว่าตนว่ายน้ำเก่ง เป็นนักกีฬา เลยได้รับหน้าที่ รับส่งว่ายพาเด็กและผู้คนจากอีกฝั่งมาอีกฝั่ง และมิเรียมยังเผยให้ซึ้งอีกด้วยนะว่า ตอนที่อยู่เชียงใหม่ ใครหิว ใครป่วย ใครไม่สบายหรือไม่มีที่นอนจะมาที่บ้านเธอ  มาเรียมกล่าวอย่างคนจิตใจดีว่า .. ยารักษาโรคเพียงแค่เม็ดเดียวมันมีความหมายกับคนที่เค้าไม่มีเงินไปซื้อมากๆ  เธอเคยเห็นมาแล้ว

    ซึ้งหรือไม่ซึ้งซึ่งก็แล้วแต่คุณแล้ว  นอกจากนี้มิเรียมยังเป็นสาวลูกครึ่งไฝ่ดี รักความก้าวหน้า เพราะเธอบินไป California สหรัฐอเมริกา ศึกษาต่อที่โรงเรียน Bethel School Of Supernatural Ministry ซึ่งเป็นร.ร.ที่เน้นเป็นภาคปฏิบัติในการเป็นตัวของตัวเอง ที่จะเปลี่ยนแปลงความคิด จิตใจ และช่วยเหลือผู้อื่นในด้านกายภาพและทางจิตใจและร่วมเป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยทั้งทางสภาพจิตใจและทางกายภาพ

    นอกจากนี้เจ้าตัวมีวลีเด็ดสู้ชีวิตว่า ...  “ช่วงเวลาที่ยากลำบาก เรายังคงมีความหวังเสมอ"

    อัดแน่นไปด้วยความรัก ความรู้  สู้ชีวิต และมีความกตัญญต่อพ่อแม่ รักครอบครัว  เปี่ยมไปด้วยการให้ จัดว่าเป็นสาวที่สวยครบเครื่อง เรียกว่าเธอคว้าปริญญาชีวิต ระดับเกียรตินิยม  ไม่แปลกเลยใช่ป่ะ ที่มิเรียมจะถูกจับตาว่าเธอคือหนึ่งในตัวเก็งเต็งจ๋า ”TOP 3 MUT 19” ส่วนเธอจะก้าวไปถึงฝั่งฝัน ได้ครองมงหรือเปล่านั้น ก็คอยดู คอยลุ้น และเป็นกำลังใจให้เธอ  รวมถึงเป็นกำลังใจให้กับผู้ประกวดทุกคน ฮึบๆ นะคะคนสวยทั้งหลาย

 

 

ขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก: Miriam Sornpormmas
อินสตาแกรม: mirisorn

Loading...